Vitamin D (วิตามินดี)
Vitamin D (วิตามินดี) เป็นวิตามินที่ละลายในไขมันช่วยในการดูดซึมแคลเซียม มีส่วนช่วยในกระบวนการสร้างกระดูก และฟันรวมถึงอวัยวะและเนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกายนอกจากนี้ยังทำหน้าที่ยับยั้งการหลั่งฮอร์โมนพาราไทรอยด์อันเป็นสาเหตุให้เกิดการสลายกระดูก รวมทั้งยังมีหน้าที่สำคัญในระบบภูมิป้องกันเชื้อโรคและกำจัดสิ่งแปลกปลอมที่จะเข้าสู่ร่างกาย ทั้งเชื้อแบคทีเรีย หรือเชื้อไวรัส
วิตามินดีชนิดอาหารเสริมมี 2 ชนิดคือ วิตามินดี 2 (Ergocalciferol) และวิตามินดี 3 (Cholecalciferol) โดยวิตามินดี 2 ร่างกาสามารถสังเคราะห์ได้จากผิวหนังเมื่อโดนแสงแดดอ่อน ๆ ในตอนเช้าดังนั้นจึงมีชื่อเล่นว่า “วิตามินจากแสงแดด” ในขณะที่วิตามินดี 3 จะได้รับจากอาหารที่รับประทานเข้าไป ซึ่งพบได้ในปลาทะเล ไข่แดง และนม เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตามเมื่อเทียบกันแล้ววิตามินดี 3 จะมีประสิทธิภาพมากกว่าวิตามินดี 2 ในการเพิ่มระดับวิตามินดีในเลือด ดังนั้นการกินวิตามินดี 3 เสริมในผู้ที่ขาดวิตามินดีจึงแนะนำมากกว่า
ประโยชน์ของวิตามินดี
1. รักษาความสมดุลของระดับแคลเซียมและฟอสฟอรัสในเลือด
2. ช่วยในการดูดซึมแคลเซียม มีส่วนช่วยในกระบวนการสร้างกระดูก และฟัน
3. ช่วยในการทำงานของระบบประสาท กล้ามเนื้อ ปอด สมอง หัวใจและระบบภูมิคุ้มกัน
ปริมาณวิตามินดีที่คนไทยควรได้รับประจำวัน
1. อายุต่ำกว่า 12 เดือน ควรได้รับวิตามินดีวันละ 400 IU (10 ไมโครกรัม)
2. อายุต่ำกว่า 70 ปี ควรได้รับวิตามินดีวันละ 600 IU (15 ไมโครกรัม)
3. อายุมากกว่า 70 ปี ควรได้รับวิตามินดีวันละ 800 IU (20 ไมโครกรัม)
4. ผู้หญิงที่กำลังวางแผนตั้งครรภ์ ควรได้รับวิตามินดี วันละ 400-600 IU (10 ไมโครกรัม)
ข้อควรระวังในการรับประทานวิตามินดีเป็นอาหารเสริม
การได้รับวิตามินดีมากเกินไปอาจเป็นอันตรายได้ เนื่องจากเกิดวิตามินดีเป็นพิษ โดยจะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร ท้องผูก อ่อนแรง และน้ำหนักลด วิตามินดีที่มากเกินไปสามารถทำลายไตทำให้เกิดภาวะแคลเซียมในเลือดสูง (hypercalcemia) อาจทำให้เกิดอาการสับสน ปัญหาเกี่ยวกับจังหวะการเต้นของหัวใจ และนิ่วในไต ดังนั้นควรรับประทานวิตามินดีในประมาณที่แนะนำ และไม่ควรใช้ติดต่อเป็นเวลานานหากไม่จำเป็น
วิตามินดีชนิดอาหารเสริมมี 2 ชนิดคือ วิตามินดี 2 (Ergocalciferol) และวิตามินดี 3 (Cholecalciferol) โดยวิตามินดี 2 ร่างกาสามารถสังเคราะห์ได้จากผิวหนังเมื่อโดนแสงแดดอ่อน ๆ ในตอนเช้าดังนั้นจึงมีชื่อเล่นว่า “วิตามินจากแสงแดด” ในขณะที่วิตามินดี 3 จะได้รับจากอาหารที่รับประทานเข้าไป ซึ่งพบได้ในปลาทะเล ไข่แดง และนม เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตามเมื่อเทียบกันแล้ววิตามินดี 3 จะมีประสิทธิภาพมากกว่าวิตามินดี 2 ในการเพิ่มระดับวิตามินดีในเลือด ดังนั้นการกินวิตามินดี 3 เสริมในผู้ที่ขาดวิตามินดีจึงแนะนำมากกว่า
ประโยชน์ของวิตามินดี
1. รักษาความสมดุลของระดับแคลเซียมและฟอสฟอรัสในเลือด
2. ช่วยในการดูดซึมแคลเซียม มีส่วนช่วยในกระบวนการสร้างกระดูก และฟัน
3. ช่วยในการทำงานของระบบประสาท กล้ามเนื้อ ปอด สมอง หัวใจและระบบภูมิคุ้มกัน
ปริมาณวิตามินดีที่คนไทยควรได้รับประจำวัน
1. อายุต่ำกว่า 12 เดือน ควรได้รับวิตามินดีวันละ 400 IU (10 ไมโครกรัม)
2. อายุต่ำกว่า 70 ปี ควรได้รับวิตามินดีวันละ 600 IU (15 ไมโครกรัม)
3. อายุมากกว่า 70 ปี ควรได้รับวิตามินดีวันละ 800 IU (20 ไมโครกรัม)
4. ผู้หญิงที่กำลังวางแผนตั้งครรภ์ ควรได้รับวิตามินดี วันละ 400-600 IU (10 ไมโครกรัม)
ข้อควรระวังในการรับประทานวิตามินดีเป็นอาหารเสริม
การได้รับวิตามินดีมากเกินไปอาจเป็นอันตรายได้ เนื่องจากเกิดวิตามินดีเป็นพิษ โดยจะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร ท้องผูก อ่อนแรง และน้ำหนักลด วิตามินดีที่มากเกินไปสามารถทำลายไตทำให้เกิดภาวะแคลเซียมในเลือดสูง (hypercalcemia) อาจทำให้เกิดอาการสับสน ปัญหาเกี่ยวกับจังหวะการเต้นของหัวใจ และนิ่วในไต ดังนั้นควรรับประทานวิตามินดีในประมาณที่แนะนำ และไม่ควรใช้ติดต่อเป็นเวลานานหากไม่จำเป็น
ความรู้เพิ่มเติม

Whole milk powder (นมผงชนิดเต็มมันเนย)
มักนิยมนำนมผงไปใช้ในหลายอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมนม ขนม โยเกิร์ต รวมถึงอุตสาหกรรมเบเกอรี่ และไอศกรีม เนื่องจากนมผงชนิดเต็มมันเนยเป็นนมผงที่มีไขมันสูง จึงทำให้มีความหอมมันรสชาติดีกว่านมผงชนิดอื่น
อ่าน

Vitamin B7 (วิตามินบี7)
วิตามินบี 7 (Vitamin B7) เป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามิน B มีอีกชื่อเรียกหนึ่งว่าไบโอติน (Biotin) หรือวิตามินเอช (Vitamin H) เป็นวิตามินที่สามารถละลายได้ในน้ำพบในอาหารมากมาย เช่น เครื่องในสัตว์ ตับ ไต ไข่ นม ธัญพืช ถั่ว ผักและผลไม้ชนิดต่าง ๆ
อ่าน

Sodium Benzoate (โซเดียมเบนโซเอต)
เกลือโซเดียม ของกรดเบนโซอิกใช้กันอย่างแพร่หลายเป็นสารกันบูดในอาหาร ลักษณะเป็นผลึกสีขาว ไม่มีกลิ่น ละลายได้ดีในน้ำมีเลข E-number E211ซึ่งจะทำงานได้ดีในช่วงที่อาหารมีภาวะเป็นกรด คือมีค่า pH ต่ำกว่า 3.6 โดยกลไกการทำงานเมื่อกรดเบนโซอิกเข้าสู่เซลล์
อ่าน

Vitamin (วิตามิน)
มีส่วนช่วยในการซ่อมแซมและการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อในร่างกาย ช่วยทำให้แผลหายเร็วขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิตทำให้ผิวสุขภาพดี เรียบเนียน ลดรอยจุดด่างดำและมีส่วนช่วยในการสร้างคอลลาเจนทำให้ผิวสวยขึ้น
อ่าน

Cumin (ยี่หร่า)
ยี่หร่าเป็นพืชในสกุลเดียวกับกะเพราเป็นไม้พุ่มเตี้ยที่มีถิ่นกำเนิดในแถบเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มี 2 ชนิด คือ เทียนขาวและอีกชนิดคือยี่หร่าที่เราพบในประเทศไทย ลำต้นมีสีน้ำตาลแก่ ใบมีลักษณะเป็นรูปกลมรี ปลายใบแหลม ขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อย
อ่าน

Bay leaf (ใบกระวาน)
มีกลิ่นหอม จึงนิยมนำมาใช้เพื่อแต่งกลิ่นในอาหารหลายชนิด ช่วยดับกลิ่นคาวของเนื้อสัตว์ เช่น น้ำสต็อก น้ำเกรวี่ สตูว์ แกงมัสมั่น
อ่าน

I+G (ใช้เพื่อปรุงแต่งรสอาหาร)
ใช้เพื่อปรุงแต่งรสอาหารจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับ ผงชูรส (Monosodium glutamate) ให้รสอูมามิ (Umami) โดยออกฤทธิ์แรงกว่าผงชูรส 50-100 เท่า
อ่าน

Bifidobacterium (บิฟิโดแบคทีเรียม)
บิฟิโดแบคทีเรียม (Bifidobacterium) เป็นแบคทีเรียตระกูล Actinomycetaceae ย้อมติดสีแกรมบวก รูปแท่งคล้ายตัวอักษรวาย ไม่สร้างสปอร์ ไม่เคลื่อนที่ ส่วนใหญ่ไม่ใช้ออกซิเจนในการเจริญ สามารถหมักน้ำตาลกลูโคสได้กรดซิตริก และกรดแลกติก
อ่าน

Gellan gum (เจลแลนกัม)
เจลแลนกัม (Gellan gum) เป็นพอลิแซ็กคาไรด์กัมชนิดหนึ่งที่ได้จากการหมักโดยแบคทีเรีย Sphingomonas elodea มีชื่อเดิมว่า Pseudomonas elodea เป็นแบคทีเรียถูกค้นพบและแยกโดย Kelco Division ในปี พ.ศ. 2521 โดยเจลแลนกัมเป็นพอลิแซ็คคาไรดืประจุลบ ละลายน้ำได้
อ่าน

Taurine (ทอรีน)
กรดอะมิโนซัลโฟนิก (amino sulfonic acid) เป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่งที่ร่างกายสามารถผลิตเองได้โดยทอรีนเป็นกรดอะมิที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสร้างโปรตีน แต่พบทอรีนเป็นส่วนประกอบหลักของน้ำดีและพบได้ในลำไส้ใหญ่
อ่าน

