Vitamin E (วิตามินอี)
วิตามินอี (Vitamin E) หรือ Tocopherol เป็นวิตามินที่ร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้ จำเป็นจะต้องได้รับจากการรับประทานผัก และถั่วต่าง ๆ เช่น ถั่วเมล็ดแห้ง ไข่ พืชผักใบเขียว ข้าวซ้อมมือ เมล็ดทานตะวัน ถั่วเหลือง และงา เป็นต้น
วิตามินอีเป็นวิตามินที่ละลายได้ในไขมันมีคุณสมบัติช่วยให้ร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) ช่วยยับยั้งการเสื่อมสภาพของผิว ช่วยชะลอความแก่ ลดเลือนริ้วรอย บำรุงผิวพรรณให้สดใส ทั้งยังส่งผลดีต่อกล้ามเนื้อให้มีความยืดหยุ่น ชุ่มชื้นและยังเป็นตัวช่วยในระบบกล้ามเนื้อและการทำงานของตับ
ประโยชน์ของวิตามินอี
ปริมาณที่แนะนำต่อวัน
วิตามินเป็นสารประกอบที่ร่างกายไม่ได้สร้างขึ้น แต่จำเป็นต่อร่างกายในปริมาณที่พอเหมาะช่วยการเจริญเติบโตและส่งเสริมพัฒนาการในด้านต่างๆ รวมถึงความต้องการวิตามินอีของร่างกาย โดยคนทั่วไปต้องการวิตามินอีวันละประมาณ 10 มิลลิกรัม ซึ่งสอดคล้องกับมาตรฐานของคณะกรรมการอาหารและยา แต่หากเป็นผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง และรับประทานอาหารครบ 5 หมู่เป็นประจำ ก็ไม่จำเป็นต้องรับวิตามินอีเสริมเนื่องจากหากรับประทานวิตามินอีมากเกินไปอาจส่งผลข้างเขียงได้ เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย และอ่อนเพลีย เป็นต้น โดยอาการเหล่านี้จะเกิดขึ้นเมื่อได้รับวิตามินอีที่ 800 IU ขึ้นไป
วิตามินอีเป็นวิตามินที่ละลายได้ในไขมันมีคุณสมบัติช่วยให้ร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) ช่วยยับยั้งการเสื่อมสภาพของผิว ช่วยชะลอความแก่ ลดเลือนริ้วรอย บำรุงผิวพรรณให้สดใส ทั้งยังส่งผลดีต่อกล้ามเนื้อให้มีความยืดหยุ่น ชุ่มชื้นและยังเป็นตัวช่วยในระบบกล้ามเนื้อและการทำงานของตับ
ประโยชน์ของวิตามินอี
- ต้านอนุมูลอิสระเพื่อป้องกันความเสื่อมของผิว ช่วยชะลอวัย
- ปกป้องผิว ช่วยให้เซลล์ผิวทนต่อรังสี UV B ในแดดได้ดีขึ้น
- ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคพาร์กินสัน และอัลไซเมอร์
- ช่วยเพิ่มภูมิต้านทานให้กับร่างกาย
- ลดอัตราการเกิดโรคมะเร็งที่ต่อมลูกหมากและเต้านม
- ลดการอักเสบ ป้องกันแผลเป็นหนานูน
- ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
ปริมาณที่แนะนำต่อวัน
วิตามินเป็นสารประกอบที่ร่างกายไม่ได้สร้างขึ้น แต่จำเป็นต่อร่างกายในปริมาณที่พอเหมาะช่วยการเจริญเติบโตและส่งเสริมพัฒนาการในด้านต่างๆ รวมถึงความต้องการวิตามินอีของร่างกาย โดยคนทั่วไปต้องการวิตามินอีวันละประมาณ 10 มิลลิกรัม ซึ่งสอดคล้องกับมาตรฐานของคณะกรรมการอาหารและยา แต่หากเป็นผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง และรับประทานอาหารครบ 5 หมู่เป็นประจำ ก็ไม่จำเป็นต้องรับวิตามินอีเสริมเนื่องจากหากรับประทานวิตามินอีมากเกินไปอาจส่งผลข้างเขียงได้ เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย และอ่อนเพลีย เป็นต้น โดยอาการเหล่านี้จะเกิดขึ้นเมื่อได้รับวิตามินอีที่ 800 IU ขึ้นไป
| ช่วงอายุ | ปริมาณที่แนะนำ |
| อายุ 0-6 เดือน | 4 มิลลิกรัม |
| อายุ 7-12 เดือน | 5 มิลลิกรัม |
| อายุ 1-3 ปี | 6 มิลลิกรัม |
| อายุ 4-8 ปี | 7 มิลลิกรัม |
| อายุ 9-13 ปี | 11 มิลลิกรัม |
| อายุ 14 ปีขึ้นไป | 15 มิลลิกรัม |
| เพศหญิงช่วงตั้งครรภ์ | 15 มิลลิกรัม |
| เพศหญิงหลังคลอดบุตร และช่วงให้นมบุตร | 19 มิลลิกรัม |
ความรู้เพิ่มเติม

Sucralose (ซูคราโลส)
มีลักษณะเป็นผงละเอียดสีขาว สามารถละลายน้ำได้ มีรสชาติที่คล้ายคลึงกับน้ำตาลทราย จึงสามารถนำมาใช้ทดแทนน้ำตาลทรายได้
อ่าน

Retinol (เรตินอล)
เรตินอล (Retinol) คือ วิตามินเอรูปแบบหนึ่งที่อยู่ในกลุ่มเรตินอยด์ (Retinoid) สามารถละลายได้ดีในไขมัน และมักพบในผลิตภัณฑ์ลดเลือนริ้วรอย ลดรอยดำจากสิว ฟื้นฟูหน้าหมองคล้ำ ช่วยผลัดเซลล์ผิว เพิ่มความกระชับเต่งตึง
อ่าน

Flaxseed oil (น้ำมันเมล็ดแฟลกซ์)
น้ำมันเมล็ดแฟลกซ์ หรือ Flaxseed oil เป็นน้ำมันจากเมล็ดของต้นแฟลกซ์ หรือต้นปอป่าน ซึ่งเป็นพืชที่มีการเพาะปลูกมานานหลายพันปี ทั้งในจีน อินเดีย สหรัฐอเมริกา ยุโรป และแคนาดา น้ำมันเมล็ดแฟลกซ์อุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า 3, 6, 9 ที่ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล
อ่าน

Vitamin (วิตามิน)
มีส่วนช่วยในการซ่อมแซมและการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อในร่างกาย ช่วยทำให้แผลหายเร็วขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิตทำให้ผิวสุขภาพดี เรียบเนียน ลดรอยจุดด่างดำและมีส่วนช่วยในการสร้างคอลลาเจนทำให้ผิวสวยขึ้น
อ่าน

Peptide (เปปไทด์)
เปปไทด์คือหน่วยย่อยของโปรตีน ดังนั้นเปปไทด์จึงสามารถถูกย่อยสลาย และดูดซึมได้ง่ายกว่าโปรตีน อีกทั้งเปปไทด์ยังจำเป็นต่อร่างกายส่งผลดีต่อการสร้างกล้ามเนื้อ
อ่าน

Sodium Acetate (โซเดียมอะซิเตต)
โซเดียมอะซิเตต (Sodium acetate) ป็นเกลือชนิดหนึ่งที่เกิดจากปฏิกิริยาระหว่างกรดอะซิติก (Acetic acid) กับโซเดียมไฮดรอกไซด์ (Sodium hydroxide) หรือโซเดียมไบคาร์บอเนต (Sodium bicarbonate) มีลักษณะเป็นผงผลึกสีขาวที่ไม่มีกลิ่นและละลายได้ในน้ำ
อ่าน

Vitamin K (วิตามินเค)
วิตามินเค จัดอยู่ในกลุ่มของวิตามินชนิดที่ละลายในไขมันเช่นเดียวกับวิตามินเอ, วิตามินดี และวิตามินอี วิตามินเคมีส่วนช่วยในการแข็งตัวของเลือด ช่วยบำรุงรักษาเนื้อเยื่อ และกระดูก
อ่าน

Vitamin B3 (วิตามินบี3)
มีส่วนช่วยในการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน นอกจากนี้ยังมีส่วนในการบำรุงผิวโดยช่วยซ่อมแซม ลดริ้วรอยตลอดจนช่วยคงความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหนัง และยังช่วยกระชับรูขุมขนและคุมความมันบนผิว จึงเหมาะสำหรับคนที่มีผิวมันและแพ้ง่าย
อ่าน

Sugar (น้ำตาลทราย)
มักนำมาใช้เป็นสารให้ความหวาน ส่วนใหญ่พบอยู่ในพืชและผลไม้หลายชนิด แต่ที่นำมาใช้เป็นวัตถุดิบผลิตน้ำตาลทางการค้า คือ อ้อย และหัวบีท (beat root)
อ่าน

White kidney bean extract (สารสกัดจากถั่วขาว)
สารสำคัญที่ชื่อว่า สารสกัดฟาเซโอลามิน (Phaseolamin Extract) มีคุณสมบัติยับยั้งการทำงานของเอนไซม์อะไมเลสโดยจะเข้าไปจับกับพันธะระหว่างโมเลกุลของแป้ง ทำให้เอนไซม์อะไมเลส ไม่สามารถย่อยแป้งให้กลายเป็นน้ำตาลได้ส่งผลให้อาหารจำพวกแป้ง
อ่าน

