Sucralose (ซูคราโลส)
ปัจจุบันจากสถิติการบริโภคน้ำตาลของคนไทย พบว่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วก่อให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพตามมา เช่น น้ำหนักเกิน โรคอ้วน โรคเบาหวาน และโรคหัวใจ เป็นต้น Sucralose (ซูคราโลส) เป็นสารให้ความหวานแทนน้ำตาล ที่มีความหวานสูงกว่าน้ำตาลทรายถึง 600 เท่า มีลักษณะเป็นผงละเอียดสีขาว สามารถละลายน้ำได้ มีรสชาติที่คล้ายคลึงกับน้ำตาลทราย จึงสามารถนำมาใช้ทดแทนน้ำตาลทรายได้ และเมื่อเทียบระดับความหวานแล้ว ซูคราโลสจะใช้ในปริมาณที่น้อยกว่าทำให้ราคาต้นทุนการผลิตต่ำ สามารถลดต้นทุนผลิตภัณฑ์ได้ นอกจากนี้แล้วซูคราโลสไม่ให้พลังงาน ไม่มีรสขมติดลิ้น ร่างกายไม่สามารถย่อยสลายได้ เมื่อรับประทานเข้าไปจะถูกขับออกมาในรูปของปัสสาวะและอุจจาระ จึงสามารถใช้เพื่อควบคุมพลังงานที่จะได้รับต่อวันได้
การนำไปใช้ประโยชน์
ซูคราโลสเป็นสารให้ความหวานที่มีความปลอดภัย ได้รับการรับรองโดย อย.ไทย และ อย.สหรัฐอเมริกา (USFDA) โดยในไทยตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 418) พ.ศ. 2563 เรื่องกำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข วิธีการใช้ และอัตราส่วนของวัตถุเจือปนอาหาร (ฉบับที่ 2) ได้กำหนดปริมาณการใช้ซูคราโลสไว้แตกต่างกันในอาหารแต่ละชนิด เช่น เครื่องเทศ กำหนดปริมาณสูงสุดที่สามารถใช้ได้อยู่ที่ 400 มิลลิกรัม/กิโลกรัม, เครื่องปรุง 700 มิลลิกรัม/กิโลกรัม, ขนมขบเคี้ยว 1000 มิลลิกรัม/กิโลกรัมกาแฟและเครื่องดื่มแต่งกลิ่นรส ปริมาณสูงสุดไม่เกิน 300 มิลลิกรัม/กิโลกรัม เป็นต้น ซึ่งจะเห็นได้ว่าซูคราโลสสามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหารได้หลายชนิด ทั้งอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม ขนมขบเคี้ยว ขนมอบ เครื่องปรุง และเครื่องเทศ เป็นต้น
ข้อดีของการใช้ซูคราโลส
1. ความหวานมากกว่าน้ำตาล 600 เท่า จึงใช้ในปริมาณน้อยกว่าทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง
2. ไม่ให้พลังงานใช้ในอาหารสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก
3. ไม่ทำให้ฟันผุ
4. สามารถละลายน้ำได้ดี เหมาะสำหรับทำขนมทุกชนิด
5. มีความคงตัวแม้อยู่ในผลิตภัณฑ์ที่เป็นกรด
6. ใช้ได้กับอาหารหลายชนิด เช่น เครื่องดื่ม ขนมขบเคี้ยว และผงปรุงรส เป็นต้น
ข้อเสีย และข้อควรระวังในการใช้
มีการวิจัยพบว่าซูคราโลสไปกระตุ้น receptor ในปากในขณะที่รับประทาน ทำให้ระดับอินซูลินสูงขึ้น จากการศึกษาในคนที่เป็นโรคอ้วนมากทั้ง 17 คน ที่ไม่ได้บริโภคสารให้ความหวานนี้เป็นประจำ พบว่าซูคราโลสทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น 14% และระดับอินซูลินสูงขึ้น 20% ดังนั้นผู้ที่ต้องการเลี่ยงการกระตุ้นอินซูลิน ก็ควรจะหลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารที่มีซูคราโลสจะดีกว่า และนอกจากนี้หากใช้ซูคราโลสในกระบวนการผลิตที่ใช้อุณหภูมิมากกว่า 120 องศาเซลเซียส คลอรีนอาจถูกสกัดออกมาและสลายตัวเป็นสารประกอบที่อันตรายที่เสี่ยงต่อสุขภาพของผู้บริโภค

การนำไปใช้ประโยชน์
ซูคราโลสเป็นสารให้ความหวานที่มีความปลอดภัย ได้รับการรับรองโดย อย.ไทย และ อย.สหรัฐอเมริกา (USFDA) โดยในไทยตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 418) พ.ศ. 2563 เรื่องกำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข วิธีการใช้ และอัตราส่วนของวัตถุเจือปนอาหาร (ฉบับที่ 2) ได้กำหนดปริมาณการใช้ซูคราโลสไว้แตกต่างกันในอาหารแต่ละชนิด เช่น เครื่องเทศ กำหนดปริมาณสูงสุดที่สามารถใช้ได้อยู่ที่ 400 มิลลิกรัม/กิโลกรัม, เครื่องปรุง 700 มิลลิกรัม/กิโลกรัม, ขนมขบเคี้ยว 1000 มิลลิกรัม/กิโลกรัมกาแฟและเครื่องดื่มแต่งกลิ่นรส ปริมาณสูงสุดไม่เกิน 300 มิลลิกรัม/กิโลกรัม เป็นต้น ซึ่งจะเห็นได้ว่าซูคราโลสสามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหารได้หลายชนิด ทั้งอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม ขนมขบเคี้ยว ขนมอบ เครื่องปรุง และเครื่องเทศ เป็นต้น
ข้อดีของการใช้ซูคราโลส
1. ความหวานมากกว่าน้ำตาล 600 เท่า จึงใช้ในปริมาณน้อยกว่าทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง
2. ไม่ให้พลังงานใช้ในอาหารสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก
3. ไม่ทำให้ฟันผุ
4. สามารถละลายน้ำได้ดี เหมาะสำหรับทำขนมทุกชนิด
5. มีความคงตัวแม้อยู่ในผลิตภัณฑ์ที่เป็นกรด
6. ใช้ได้กับอาหารหลายชนิด เช่น เครื่องดื่ม ขนมขบเคี้ยว และผงปรุงรส เป็นต้น
ข้อเสีย และข้อควรระวังในการใช้
มีการวิจัยพบว่าซูคราโลสไปกระตุ้น receptor ในปากในขณะที่รับประทาน ทำให้ระดับอินซูลินสูงขึ้น จากการศึกษาในคนที่เป็นโรคอ้วนมากทั้ง 17 คน ที่ไม่ได้บริโภคสารให้ความหวานนี้เป็นประจำ พบว่าซูคราโลสทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น 14% และระดับอินซูลินสูงขึ้น 20% ดังนั้นผู้ที่ต้องการเลี่ยงการกระตุ้นอินซูลิน ก็ควรจะหลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารที่มีซูคราโลสจะดีกว่า และนอกจากนี้หากใช้ซูคราโลสในกระบวนการผลิตที่ใช้อุณหภูมิมากกว่า 120 องศาเซลเซียส คลอรีนอาจถูกสกัดออกมาและสลายตัวเป็นสารประกอบที่อันตรายที่เสี่ยงต่อสุขภาพของผู้บริโภค

ความรู้เพิ่มเติม

Vitamin C (วิตามินซี)
วิตามินซี หรือกรดแอสคอร์บิก (Ascorbic acid) เป็นวิตามินที่สามารถละลายในน้ำ เป็นวิตามินที่ร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้จำเป็นต้องได้รับวิตามินชนิดนี้จากการรับประทานจากอาหาร โดยมากวิตามินซีจะอยู่ในกลุ่มของอาหารประเภทผักและผลไม้ชนิดต่างๆ เช่น ฝรั่ง
อ่าน

Sorbitol (ซอร์บิทอล)
เป็นน้ำตาลแอลกอฮอล์ชนิดหนึ่งมักเป็นสารให้ความหวานแทนน้ำตาลโดยให้ความหวานเทียบเท่ากับ 60% ของน้ำตาล สามารถให้พลังงานกับร่างกาย 2.6 กิโลแคลอรี/กรัม โดยซอร์บิทอลมีลักษณะเป็นสารประกอบของแข็งที่ไม่มีสี และไม่มีกลิ่น
อ่าน

Potassium chloride (โพแทสเซียมคลอไรด์)
เป็นเกลือที่ประกอบด้วยโพแทสเซียมและคลอรีนไม่มีกลิ่นมีลักษณะเป็นผลึก ละลายได้ดีในน้ำ และมีรสชาติคล้ายเกลือ จึงมักนำมาใช้ทดแทนเกลือแกง หรือนำมาผสมกับเกลือแกงเพื่อปรับปรุงเป็นเกลือโซเดียมต่ำ
อ่าน

Whey protein powder (เวย์โปรตีน)
โปรตีนนมคุณภาพสูงที่สกัดจากน้ำนมวัวที่อุดมไปด้วยกรดอะมิโนในปริมาณสูงที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย
อ่าน

Vitamin B5 (วิตามินบี5)
มีส่วนสำคัญในการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง ช่วยสลายไขมันและคาร์โบไฮเดรตจากการรับประทานอาหารให้กลายเป็นพลังงานและช่วยบำรุงผิว
อ่าน

Bacillus coagulans (บาซิลลัส โคแอกกูแลน)
Probiotic (โพรไบโอติก) จุลินทรีย์เชื้อดี กลุ่ม Lactobacillus spp. เป็นจุลินทรีย์ที่ดีต่อสุขภาพช่วยป้องกัน และลดอาการเกี่ยวกับโรคในระบบทางเดินอาหาร และลำไส้ เช่น อาการท้องผูก โรคลำไส้แปรปรวน ภาวะท้องเสียบ่อยๆ โดยไม่พบสาเหตุ
อ่าน

Sodium Nitrite (โซเดียมไนไตรต)
สารประกอบอนินทรีย์เป็นผงผลึกสีขาวถึงเหลืองเล็กน้อย ละลายน้ำได้ดีและดูดความชื้นได้ดีมีคุณสมบัติป้องกันการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นที่ทำให้อาหารเกิดการเน่าเสียและช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์
อ่าน

Bay leaf (ใบกระวาน)
มีกลิ่นหอม จึงนิยมนำมาใช้เพื่อแต่งกลิ่นในอาหารหลายชนิด ช่วยดับกลิ่นคาวของเนื้อสัตว์ เช่น น้ำสต็อก น้ำเกรวี่ สตูว์ แกงมัสมั่น
อ่าน

Xylose (ไซโลส)
ไซโลส (Xylose) เป็นน้ำตาลเพนโทสชนิดหนึ่งที่มีคาร์บอน 5 อะตอมเป็นน้ำตาลที่แยกได้จากพืชมักพบในรูปของเฮมิเซลลูโลสซึ่งเป็นพอลิเมอร์ของ D-Xylose ที่พบได้ในธรรมชาติ
อ่าน

Calcium propionate (แคลเซียมโพรพิโอเนต)
วัตถุเจือปนอาหารใช้สำหรับป้องกันการเน่าเสียจากเชื้อรา แต่ไม่สามารถป้องกันการเน่าเสียที่มีสาเหตุมาจากแบคทีเรียได้หรือสามารถป้องกันได้เล็กน้อย และไม่สามารถป้องกันยีสต์ได้
อ่าน

