Peptide (เปปไทด์)
โปรตีน (Protein) เป็นสารประกอบอินทรีย์ และเป็นส่วนประกอบของร่างกายที่มีปริมาณมากเป็นอันดับสองรองจากน้ำ โดยเป็นส่วนประกอบพื้นฐานของเซลล์ของสิ่งที่มีชีวิตทุกชนิด นอกจากนี้โปรตีนตัวอย่างเช่น เอนไซม์ต่าง ๆ และฮอร์โมน ยังทำหน้าที่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาบางชนิดในร่างกาย และทำหน้าที่ควบคุมระบบต่าง ๆ ในร่างกายทำให้สามารถดำรงค์ชีวิตเป็นปกติ
โปรตีนเป็นพอลิเมอร์สายยาวของกรดแอมิโนเกิดจากกรดแอมิโนหลายชนิดเชื่อมต่อกันด้วยพันธะเพปไทด์เกิดเป็นพอลิเพปไทด์ โดยชนิดและการเรียงลำดับของกรดแอมิโนในสายของพอลิเพปไทด์จะมีความเฉพาะเจาะจง ทำให้เกิดเป็นโปรตีนชนิดต่างๆ มากมาย เมื่อโปรตีนถูกย่อยสลายจะทำให้ได้กรดแอมิโน และโปรตีนสายสั้นๆ เรียกว่า เปปไทด์ และเมื่อเปปไทด์ถูกย่อยสลายต่อไปสุดท้ายแล้วจะได้เป็นกรดแอมิโนที่ร่างกายสามารถนำไปใช้ประ
โยชน์ในด้านต่าง ๆ เช่น
เปปไทด์คือ ?
เปปไทด์คือหน่วยย่อยของโปรตีน ดังนั้นเปปไทด์จึงสามารถถูกย่อยสลาย และดูดซึมได้ง่ายกว่าโปรตีน อีกทั้งเปปไทด์ยังจำเป็นต่อร่างกายส่งผลดีต่อการสร้างกล้ามเนื้อ เพราะช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อตั้งแต่ระดับการสังเคราะห์เซลล์ นอกจากนี้ เปปไทด์ยังมีส่วนสำคัญในการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ และเป็นสารตั้งต้นของการสร้างสารส่งสัญญาณประสาทส่งผลต่อการจดจำและการทำงานของสมอง
เปปไทด์สามารถหาได้โดยทั่วไปในอาหารที่มีโปรตีนเป็นองค์ประกอบ เช่น เนื้อสัตว์ ไข่ นม ธัญพืชต่าง ๆ ถั่วเหลือง ถั่วลันเตา ข้าวโอ๊ต เมล็ดแฟลกซ์ เมล็ดป่าน และข้าวสาลี เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตามปัจจุบันมีการสกัดนำเปปไทด์จากวัตถุดิบต่างๆ เหล่านั้นมาใช้ในรูปแบบของยา และอาหารเสริม ทำให้ผู้บริโภคสามารถหาซื้อรับประทานได้ทั่วไปตามท้องตลาด เช่น เครื่องดื่มโปรตีนแบบชนิดใส และสินค้าเปปไทด์ดริงค์ เป็นต้น
นอกจากนี้ยังมีเปปไทด์ที่สกัดได้จากพืช เช่น Pea peptide และ Soy peptide เพื่อเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการสารอาหารที่มาจากพืช ซึ่งโดยปกติแล้วโปรตีน หรือเปปไทด์ที่ได้จากพืชจะมีกรดแอมิโนไลซีนเป็นองค์ประกอบ ช่วยส่งผลต่อการสร้างและซ่อมแซมกล้าเนื้อ
ประเภทของเปปไทด์
เปปไทด์แต่ละชนิดนั้นจะแต่งต่างกันตามจำนวนและชนิดของกรดแอมิโนที่เป็นองค์ประกอบ โดยสามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้
1. ไดเปปไทด์ (Dipeptide) เกิดจากกรดแอมิโน 2 ตัวมาเชื่อมกันด้วยพันธะเคมี เรียกว่า พันธะเปปไทด์ ซึ่งไดเปปไทด์มีส่วนช่วยกระตุ้นการหลั่งเอนไซม์ของน้ำย่อยในลำไส้เล็ก ร่วมกับไฮโดรไลซ์ไดแซ็กคาไรด์ และพอลินิวคลีโอไทด์
2. ไตรเปปไทด์ (Tripeptide) เกิดจากกรดแอมิโน 3 ตัวเชื่อมกันด้วยพันธะพันธะเปปไทด์ ตัวอย่างของไตรแปปไทด์ที่พบโดยทั่วไปคือ กลูตาไทโอน ซึ่งเป็นไตรเปปไทด์ที่ประกอบไปด้วยกรดแอมิโนที่มีชื่อว่า กลูตามิก ซิสเตอีน และไกลซีน กลูตาไทโอนช่วยขับของเสียออกจากร่างกาย ทั้งแอลกอฮอล์ และสารพิษต่างๆ นอกจากนี้ กลูตาไทโอนยังช่วยกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ภายในร่างกาย และยังมีคุณสมบัติพิเศษในการช่วยลดเม็ดสี ช่วยลดการกระจุกตัวของเมลานิน ทำให้ผิวดูกระจ่างใส
3. โอลิโกเปปไทด์ (Oligopeptide) เกิดจากกรดอะมิโน 3-20 ซึ่งโอลิโกเปปไทด์นั้นสามารถช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตและซ่อมแซมผิว เพิ่มความชุ่มชื้น รวมถึงการต่อต้านอนุมูลอิสระ จึงนิยมนำมาใช้ในผลิตภัณฑ์ดูแลผิว
โปรตีนเป็นพอลิเมอร์สายยาวของกรดแอมิโนเกิดจากกรดแอมิโนหลายชนิดเชื่อมต่อกันด้วยพันธะเพปไทด์เกิดเป็นพอลิเพปไทด์ โดยชนิดและการเรียงลำดับของกรดแอมิโนในสายของพอลิเพปไทด์จะมีความเฉพาะเจาะจง ทำให้เกิดเป็นโปรตีนชนิดต่างๆ มากมาย เมื่อโปรตีนถูกย่อยสลายจะทำให้ได้กรดแอมิโน และโปรตีนสายสั้นๆ เรียกว่า เปปไทด์ และเมื่อเปปไทด์ถูกย่อยสลายต่อไปสุดท้ายแล้วจะได้เป็นกรดแอมิโนที่ร่างกายสามารถนำไปใช้ประ
โยชน์ในด้านต่าง ๆ เช่น
- สังเคราะห์โปรตีนที่เป็นโครงสร้างต่างๆ ขึ้นใหม่ตามที่ร่างกายต้องการ เช่น สร้างกล้ามเนื้อ โครงกระดูก
- สังเคราะห์สารอื่น เช่น เป็นสารตั้งต้นของการสร้างสารส่งสัญญาณประสาท (Neurotransmitter) สังเคราะห์ฮอร์โมนไทรอกซิน (thyroxine) และเอนไซม์ เป็นต้น
- เป็นสารตั้งต้นหรือตัวกลางในการสังเคราะห์กรดแอมิโนชนิดอื่น ๆ
- ช่วยเพิ่มการสะสมไกลโคเจน (glycogenesis) และไขมัน
- เป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์น้ำตาลกลูโคสในยามที่ร่างกายขาดแคลนน้ำตาลกลูโคส (gluconeogenesis)
- ให้พลังงานแก่ร่างกาย เมื่อร่างกายขาดคาร์โบไฮเดรตและไขมัน
เปปไทด์คือ ?
เปปไทด์คือหน่วยย่อยของโปรตีน ดังนั้นเปปไทด์จึงสามารถถูกย่อยสลาย และดูดซึมได้ง่ายกว่าโปรตีน อีกทั้งเปปไทด์ยังจำเป็นต่อร่างกายส่งผลดีต่อการสร้างกล้ามเนื้อ เพราะช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อตั้งแต่ระดับการสังเคราะห์เซลล์ นอกจากนี้ เปปไทด์ยังมีส่วนสำคัญในการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ และเป็นสารตั้งต้นของการสร้างสารส่งสัญญาณประสาทส่งผลต่อการจดจำและการทำงานของสมอง
เปปไทด์สามารถหาได้โดยทั่วไปในอาหารที่มีโปรตีนเป็นองค์ประกอบ เช่น เนื้อสัตว์ ไข่ นม ธัญพืชต่าง ๆ ถั่วเหลือง ถั่วลันเตา ข้าวโอ๊ต เมล็ดแฟลกซ์ เมล็ดป่าน และข้าวสาลี เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตามปัจจุบันมีการสกัดนำเปปไทด์จากวัตถุดิบต่างๆ เหล่านั้นมาใช้ในรูปแบบของยา และอาหารเสริม ทำให้ผู้บริโภคสามารถหาซื้อรับประทานได้ทั่วไปตามท้องตลาด เช่น เครื่องดื่มโปรตีนแบบชนิดใส และสินค้าเปปไทด์ดริงค์ เป็นต้น
นอกจากนี้ยังมีเปปไทด์ที่สกัดได้จากพืช เช่น Pea peptide และ Soy peptide เพื่อเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการสารอาหารที่มาจากพืช ซึ่งโดยปกติแล้วโปรตีน หรือเปปไทด์ที่ได้จากพืชจะมีกรดแอมิโนไลซีนเป็นองค์ประกอบ ช่วยส่งผลต่อการสร้างและซ่อมแซมกล้าเนื้อ
ประเภทของเปปไทด์
เปปไทด์แต่ละชนิดนั้นจะแต่งต่างกันตามจำนวนและชนิดของกรดแอมิโนที่เป็นองค์ประกอบ โดยสามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้
1. ไดเปปไทด์ (Dipeptide) เกิดจากกรดแอมิโน 2 ตัวมาเชื่อมกันด้วยพันธะเคมี เรียกว่า พันธะเปปไทด์ ซึ่งไดเปปไทด์มีส่วนช่วยกระตุ้นการหลั่งเอนไซม์ของน้ำย่อยในลำไส้เล็ก ร่วมกับไฮโดรไลซ์ไดแซ็กคาไรด์ และพอลินิวคลีโอไทด์
2. ไตรเปปไทด์ (Tripeptide) เกิดจากกรดแอมิโน 3 ตัวเชื่อมกันด้วยพันธะพันธะเปปไทด์ ตัวอย่างของไตรแปปไทด์ที่พบโดยทั่วไปคือ กลูตาไทโอน ซึ่งเป็นไตรเปปไทด์ที่ประกอบไปด้วยกรดแอมิโนที่มีชื่อว่า กลูตามิก ซิสเตอีน และไกลซีน กลูตาไทโอนช่วยขับของเสียออกจากร่างกาย ทั้งแอลกอฮอล์ และสารพิษต่างๆ นอกจากนี้ กลูตาไทโอนยังช่วยกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ภายในร่างกาย และยังมีคุณสมบัติพิเศษในการช่วยลดเม็ดสี ช่วยลดการกระจุกตัวของเมลานิน ทำให้ผิวดูกระจ่างใส
3. โอลิโกเปปไทด์ (Oligopeptide) เกิดจากกรดอะมิโน 3-20 ซึ่งโอลิโกเปปไทด์นั้นสามารถช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตและซ่อมแซมผิว เพิ่มความชุ่มชื้น รวมถึงการต่อต้านอนุมูลอิสระ จึงนิยมนำมาใช้ในผลิตภัณฑ์ดูแลผิว
ความรู้เพิ่มเติม

Vitamin C (วิตามินซี)
วิตามินซี หรือกรดแอสคอร์บิก (Ascorbic acid) เป็นวิตามินที่สามารถละลายในน้ำ เป็นวิตามินที่ร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้จำเป็นต้องได้รับวิตามินชนิดนี้จากการรับประทานจากอาหาร โดยมากวิตามินซีจะอยู่ในกลุ่มของอาหารประเภทผักและผลไม้ชนิดต่างๆ เช่น ฝรั่ง
อ่าน

Tapioca starch (แป้งมันสำปะหลัง)
สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลายทั้งใช้เป็นส่วนผสมในอาหารโดยตรง หรือนำไปแปรรูปเป็นน้ำเชื่อมเพื่อใช้ในภายหลัง
อ่าน

Bilberry Extract (บิลเบอร์รี)
มักนำมาใช้กินเพื่อบำรุงสุขภาพ เนื่องจากมีสารสำคัญหลายชนิด ซึ่งที่พบมากที่สุดคือ แอนโทไซยานิน มีสรรพคุณช่วยต้านอนุมูลอิสระ บำรุงหลอดเลือด ลดระดับน้ำตาลในเลือด ต้านการอักเสบ และบำรุงสายตา
อ่าน

Elderberry Extract (เอลเดอร์เบอร์รี่)
เอลเดอร์เบอร์รี่ (Elderberry) เป็นผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปยุโรปและอเมริกาเหนือผลมีสีม่วงเข้ม มีรสชาติหวานและมีรสฝาด จึงนิยมรับประทานคู่กับผลไม้อื่น
อ่าน

Egg yolk powder (ผงไข่แดง)
ไข่แดงชนิดผงที่เป็นไข่แดงล้วน ๆ นำไปผ่านกระบวนการพาสเจอไรซ์ และทำให้เป็นผงโดยวิธีสเปรย์ดราย (Spray dry) ทำให้ง่ายต่อการใช้งาน และยืดอายุเก็บรักษาได้นานยิ่งขึ้น
อ่าน

Demineralized whey powder (เวย์ผงชนิดลดแร่ธาตุ)
มีลักษณะเป็นผงสีขาว-เหลืองอ่อน ๆ กลิ่นหอมนม สามารถใช้แทนหางนมได้ เหมาะที่จะนำไปใช้กับอาหารที่ต้องการปรับลดแร่ธาตุ และขนมหวาน เช่น อาหารสำหรับเด็กทารก
อ่าน

Yeast extract (สารสกัดจากยีสต์)
ใช้เป็นสารปรุงแต่งกลิ่นรสอาหาร อาหารเพาะเลี้ยงจุลินทรีย์ หรือใช้เป็นอาหารเสริมสุขภาพสำหรับบุคคลอ่อนแอขาดสารอาหาร
อ่าน

Xylose (ไซโลส)
ไซโลส (Xylose) เป็นน้ำตาลเพนโทสชนิดหนึ่งที่มีคาร์บอน 5 อะตอมเป็นน้ำตาลที่แยกได้จากพืชมักพบในรูปของเฮมิเซลลูโลสซึ่งเป็นพอลิเมอร์ของ D-Xylose ที่พบได้ในธรรมชาติ
อ่าน

Raspberry Extract (ราสเบอร์รี่)
สารสกัดจากราสเบอร์รี่อุดมไปด้วยวิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระมากมายหลายชนิด เช่น โพลีฟีนอล, แอนโธไซยานิน และกรดเอลลาจิก เป็นสารต้านสารอนุมูลอิสระทำให้ผิวดูอ่อนกว่าวัยบำรุงผิวให้สดใส
อ่าน

Methyl Cellulose (เมทิลเซลลูโลส)
เมทิลเซลลูโลส (Methyl Cellulose) เป็นสารประกอบที่สกัดจากเซลลูโลสมีซึ่งผลิตขึ้นโดยการทำปฏิกิริยาระหว่างเมทิลคลอไรด์และเซลลูโลสอัลคาไล ประกอบด้วยหมู่เมทอกซี 27.58%–31.5% ละลายได้ดีในน้ำที่อุณหภูมิไม่เกิน 55 องศาเซลเซียส มีลักษณะเป็นผงสีขาวถึงขาวขุ่น
อ่าน

