Food coloring (สีผสมอาหาร)
สีผสมอาหาร (Food coloring) สารสีหรือสารใด ๆ ที่ให้สีเมื่อเพิ่มในอาหารเพื่อให้มีสีสันเป็นที่ดึงดูดใจผู้บริโภค เช่น ลูกอม ลูกกวาด ขนมหวาน ไอศกรีม แยม เยลลี่ ซอส และเครื่องดื่มชนิดต่างๆ นอกจากนี้สีผสมอาหารยังใช้ประโยชน์นอกเหนือจากอาหารได้หลายอย่าง รวมถึงเครื่องสำอาง ยา และอุปกรณ์การแพทย์เนื่องจากมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภคหากใช้ในปริมาณที่เหมาะสมจึงมักถูกใช้อย่างแพร่หลายทั้งในระดับอุตสาหกรรม และใช้ในครัวเรือน
สีผสมอาหารมีให้เลือกใช้หลากหลายรูปแบบทั้งชนิดที่เป็นของเหลว ผง เจลและสีป้าย ซึ่งโดยปกติแล้วสีผสมอาหารสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทหลัก ๆ คือ
1. สีผสมอาหารจากธรรมชาติ (Natural color) คือสีที่สกัดได้จากธรรมชาติ เช่น ผัก ผลไม้ มีความปลอดภัย และมีประโยชน์ต่อร่างกายแต่สีจากธรรมชาติก็มีข้อเสียคือ สีที่ได้ส่วนมากไม่ค่อยเสถียร เกิดการเปลี่ยนสีได้ง่าย และมักจะมีราคาสูงเนื่องจากการสกัดสีออกมาต้องใช้วัตถุดิบจำนวนมาก

สีเขียว เป็นสารที่เรียกว่าคลอโลฟิลซึ่งให้สีเขียว พบมากในพืชผักใบเขียว ชนิดต่าง ๆ เช่น จากใบเตยหอม คะน้า ใบย่านาง

สีแดง ผักผลไม้ที่ให้สีแดงจะประกอบด้วยสารไลโคปีน พบมากได้ในกระเจี๊ยบแดง หัวบีท มะเขือเทศ และผลไม้ตระกูลเบอร์รี เป็นต้น

สีส้มมีแคโรทีนอยด์ จากแครอท มันเทศสีส้ม พริกปาปริกา

สีเหลือง เช่นเดียวกับสีส้มซึ่งประกอบไปด้วยฟลาโวนอยด์และแคโรทีนอยด์ พบในขมิ้น ฟักทอง ดอกคำฝอย หญ้าฝรั่น

สีม่วงจากดอกอัญชัน กะหล่ำสีม่วง ข้าวสีนิล มันม่วง อุดมไปด้วยแอนโทไซยานิน และฟีโนลิค
2. สีอินทรีย์สังเคราะห์ (Synthetic colorant) เป็นสีที่ได้จากการสังเคราะห์ขึ้น มีความคงตัวและสมํ่าเสมอกว่าสีธรรมชาติ และมีราคาถูก จึงเป็นที่นิยมมากกว่าสีธรรมชาติ สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มย่อย คือ 1. กลุ่มที่ละลายน้ำ (Dyes) เหมาะสำหรับใช้กับอาหารที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบ และ 2. กลุ่มที่ละลายได้ในน้ำมัน (Lakes) เหมาะสำหรับอาหารที่มีไขมันและน้ำมัน
สีอินทรีย์สังเคราะห์ที่อนุญาตให้ใช้ในอาหาร มีดังนี้
ข้อควรระวังในการใช้
สีสังเคราะห์เป็นสารประกอบทางเคมี จึงอาจมีอันตรายต่อร่างกายได้หากรับประทานมากเกินไป เช่น ทำให้เกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และอันตรายจากโลหะหนักที่อาจปนเปื้อนมาจากกระบวนการผลิตที่ไม่ได้มาตรฐาน
สีผสมอาหารมีให้เลือกใช้หลากหลายรูปแบบทั้งชนิดที่เป็นของเหลว ผง เจลและสีป้าย ซึ่งโดยปกติแล้วสีผสมอาหารสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทหลัก ๆ คือ
1. สีผสมอาหารจากธรรมชาติ (Natural color) คือสีที่สกัดได้จากธรรมชาติ เช่น ผัก ผลไม้ มีความปลอดภัย และมีประโยชน์ต่อร่างกายแต่สีจากธรรมชาติก็มีข้อเสียคือ สีที่ได้ส่วนมากไม่ค่อยเสถียร เกิดการเปลี่ยนสีได้ง่าย และมักจะมีราคาสูงเนื่องจากการสกัดสีออกมาต้องใช้วัตถุดิบจำนวนมาก

สีเขียว เป็นสารที่เรียกว่าคลอโลฟิลซึ่งให้สีเขียว พบมากในพืชผักใบเขียว ชนิดต่าง ๆ เช่น จากใบเตยหอม คะน้า ใบย่านาง

สีแดง ผักผลไม้ที่ให้สีแดงจะประกอบด้วยสารไลโคปีน พบมากได้ในกระเจี๊ยบแดง หัวบีท มะเขือเทศ และผลไม้ตระกูลเบอร์รี เป็นต้น

สีส้มมีแคโรทีนอยด์ จากแครอท มันเทศสีส้ม พริกปาปริกา

สีเหลือง เช่นเดียวกับสีส้มซึ่งประกอบไปด้วยฟลาโวนอยด์และแคโรทีนอยด์ พบในขมิ้น ฟักทอง ดอกคำฝอย หญ้าฝรั่น

สีม่วงจากดอกอัญชัน กะหล่ำสีม่วง ข้าวสีนิล มันม่วง อุดมไปด้วยแอนโทไซยานิน และฟีโนลิค
2. สีอินทรีย์สังเคราะห์ (Synthetic colorant) เป็นสีที่ได้จากการสังเคราะห์ขึ้น มีความคงตัวและสมํ่าเสมอกว่าสีธรรมชาติ และมีราคาถูก จึงเป็นที่นิยมมากกว่าสีธรรมชาติ สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มย่อย คือ 1. กลุ่มที่ละลายน้ำ (Dyes) เหมาะสำหรับใช้กับอาหารที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบ และ 2. กลุ่มที่ละลายได้ในน้ำมัน (Lakes) เหมาะสำหรับอาหารที่มีไขมันและน้ำมัน
สีอินทรีย์สังเคราะห์ที่อนุญาตให้ใช้ในอาหาร มีดังนี้
![]() |
สีแดง ได้แก่ Ponceau4 R, Carmoisine or azorubine, Erythrosine |
![]() |
สีเหลือง ได้แก่ Tartrazine, Sunset yellow FCF, Riboflavin |
![]() |
สีเขียว ได้แก่ Fast green FCF |
![]() |
สีน้ำเงิน ได้แก่ Brilliant blue FCF |
ข้อควรระวังในการใช้
สีสังเคราะห์เป็นสารประกอบทางเคมี จึงอาจมีอันตรายต่อร่างกายได้หากรับประทานมากเกินไป เช่น ทำให้เกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และอันตรายจากโลหะหนักที่อาจปนเปื้อนมาจากกระบวนการผลิตที่ไม่ได้มาตรฐาน
ความรู้เพิ่มเติม

Sodium Benzoate (โซเดียมเบนโซเอต)
เกลือโซเดียม ของกรดเบนโซอิกใช้กันอย่างแพร่หลายเป็นสารกันบูดในอาหาร ลักษณะเป็นผลึกสีขาว ไม่มีกลิ่น ละลายได้ดีในน้ำมีเลข E-number E211ซึ่งจะทำงานได้ดีในช่วงที่อาหารมีภาวะเป็นกรด คือมีค่า pH ต่ำกว่า 3.6 โดยกลไกการทำงานเมื่อกรดเบนโซอิกเข้าสู่เซลล์
อ่าน

Vitamin C (วิตามินซี)
วิตามินซี หรือกรดแอสคอร์บิก (Ascorbic acid) เป็นวิตามินที่สามารถละลายในน้ำ เป็นวิตามินที่ร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้จำเป็นต้องได้รับวิตามินชนิดนี้จากการรับประทานจากอาหาร โดยมากวิตามินซีจะอยู่ในกลุ่มของอาหารประเภทผักและผลไม้ชนิดต่างๆ เช่น ฝรั่ง
อ่าน

Butter (เนย)
คือผลิตภัณฑ์นมชนิดหนึ่งที่ได้จากการปั่นนมหรือครีม ทำให้ได้ผลพลอยได้ 2 ส่วน คือส่วนที่เป็นบัตเตอร์มิลล์ (Butter milk) และไขมันนม (Milk fat) เพื่อนำมาแปรรูปเป็นเนย ซึ่งต้องมีไขมันนมมากกว่า 80% และมีปริมาณน้ำไม่เกิน 16%
อ่าน

Elderberry Extract (เอลเดอร์เบอร์รี่)
เอลเดอร์เบอร์รี่ (Elderberry) เป็นผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปยุโรปและอเมริกาเหนือผลมีสีม่วงเข้ม มีรสชาติหวานและมีรสฝาด จึงนิยมรับประทานคู่กับผลไม้อื่น
อ่าน

Isomalt (ไอโซมอลท์)
ไอโซมอลท์ถูกนำมาใช้กันอย่างแพร่หลายในการผลิตลูกอมไร้น้ำตาล หมากฝรั่ง และอาหารที่ปราศจากน้ำตาล เนื่องจากมีความหวานคล้ายน้ำตาลซูโครส ไม่มีความรู้สึกตกค้างในปาก
อ่าน

Vitamin K (วิตามินเค)
วิตามินเค จัดอยู่ในกลุ่มของวิตามินชนิดที่ละลายในไขมันเช่นเดียวกับวิตามินเอ, วิตามินดี และวิตามินอี วิตามินเคมีส่วนช่วยในการแข็งตัวของเลือด ช่วยบำรุงรักษาเนื้อเยื่อ และกระดูก
อ่าน

Riboflavin (ไรโบฟลาวิน)
Riboflavin (ไรโบฟลาวิน) หรือวิตามินบี 2 พบได้ตามธรรมชาติ เช่น เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ไข่ ผักใบเขียว ธัญพืช และถั่วชนิดต่าง ๆ
อ่าน

Pea protein (พีโปรตีน)
มีลักษณะเป็นผงสีเหลืองหรือครีม เหมาะสำหรับคนที่ต้องการโปรตีนที่ไม่ทำให้อ้วน เนื่องจากไม่มีไขมันและคลอเรสเตอรอล และยังย่อยสลายได้ง่ายกว่าเมื่อเทียบกับรับประทานโปรตีนจากสัตว์
อ่าน

Vitamin (วิตามิน)
มีส่วนช่วยในการซ่อมแซมและการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อในร่างกาย ช่วยทำให้แผลหายเร็วขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิตทำให้ผิวสุขภาพดี เรียบเนียน ลดรอยจุดด่างดำและมีส่วนช่วยในการสร้างคอลลาเจนทำให้ผิวสวยขึ้น
อ่าน

Vitamin B7 (วิตามินบี7)
วิตามินบี 7 (Vitamin B7) เป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามิน B มีอีกชื่อเรียกหนึ่งว่าไบโอติน (Biotin) หรือวิตามินเอช (Vitamin H) เป็นวิตามินที่สามารถละลายได้ในน้ำพบในอาหารมากมาย เช่น เครื่องในสัตว์ ตับ ไต ไข่ นม ธัญพืช ถั่ว ผักและผลไม้ชนิดต่าง ๆ
อ่าน





