Riboflavin

Riboflavin (ไรโบฟลาวิน) หรือวิตามินบี 2 พบได้ตามธรรมชาติ เช่น เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ไข่ ผักใบเขียว ธัญพืช และถั่วชนิดต่าง ๆ นอกจากนี้ยังพบได้ใน วิตามินรวม ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารวิตามินรวมบีคอมเพล็กซ์ ไรโบฟลาวินมีส่วนช่วยในกระบวนการเผาผลาญสารอาหารที่ให้พลังงานแก่ร่างกาย และเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยบำรุงรักษาเนื้อเยื่อของร่างกาย ป้องกันและรักษาการขาดไรโบฟลาวิน รักษาภาวะโลหิตจางที่มีเม็ดเลือดแดงเล็ก โดยปกติแล้วไรโบฟลาวินทนความร้อนในการหุงต้มอาหาร และการแปรรูปอาหาร แต่จะถูกทำลายเมื่อสัมผัสกับแสง ไม่ควรเก็บไว้ในบรรจุภัณฑ์ที่สัมผัสกับแสงโดยตรง เช่น ขวดแก้วใส ควรเก็บรักษาอาหารในบรรจุภัณฑ์ทึบแสง หรือขวดสีชา เป็นต้น

ประโยชน์ของไรโบฟลาวิน หรือวิตามินบี 2
1. เป็นองค์ประกอบของเอนไซม์ (flavoprotien) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเผาผลาญสารอาหารที่ให้พลังงาน ได้แก่ ไขมัน (fat) คาร์โบไฮเดรต (carbohydrate) และโปรตีน (protein)
2. สำคัญต่อการเจริญเติบโตของร่างกายและการผลิตเม็ดเลือดแดง
3. รักษาภาวะโลหิตจางที่มีเม็ดเลือดแดงเล็ก ซึ่งมีอาการม้ามโตและขาดกลูตะไธโอนรีดัคเตสร่วมด้วย
4. ความสำคัญต่อการเจริญเติบโต การพัฒนา และการทำงานของ เซลล์ ในร่างกาย
5. ป้องกันการเกิดโรคปากนกกระจอก อาการมีแผลที่มุมปาก ริมฝีปากแห้งแตก และระคายเคืองตา

ปริมาณไรโบฟลาวินที่ควรได้รับต่อวัน
ช่วงชีวิต ปริมาณที่แนะนำ
แรกเกิดถึง 6 เดือน 0.3 มก.
ทารก 7–12 เดือน 0.4 มก.
เด็ก 1–3 ปี 0.5 มก.
เด็ก 4–8 ปี 0.6 มก.
เด็ก 9–13 ปี 0.9 มก.
เด็กชายวัยรุ่น 14–18 ปี 1.3 มก.
เด็กหญิงวัยรุ่น 14– 18 ปี 1.0 มก.
ผู้ชาย 1.3 มก.
ผู้หญิง 1.1 มก.
วัยรุ่นและสตรีมีครรภ์ 1.4 มก.
ให้นมบุตร วัยรุ่นและสตรี 1.6 มก.


ข้อควรระวัง และผลข้างเคียงในการใช้ไรโบฟลาวิน
โดยทั่วไปการรับประทานไรโบฟลาวินไม่ทำให้เกิดผลข้างเคียงที่รุนแรง โดยอาจพบว่าปัสสาวะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง หรือสีส้มซึ่งโดยปกติไม่ได้ทำให้เกิดอันตรายใด ๆ แต่การรับประทานไรโบฟลาวินในปริมาณมากเกินไปอาจทำให้ท้องเสียและปัสสาวะมากกว่าปกติ เนื่องจากางกายไม่สามารถดูดซึมไรโบฟลาวินได้มากกว่าครั้งละ 27 มก. จึงถูกขับออกมาพร้อมกับปัสสาวะ
 

MORE KNOWLEDGE

On this Website, we use cookie to understand how you interact with our Website and to enhance your user experience. You may accept all cookies or refuse cookies at Cookie Setting Center. Learn more >>