Pea starch
สตาร์ชจากถั่ว หรือสตาร์ชถั่ว (Pea starch) คือสตาร์ชที่ได้จากการนำแป้งถั่ว (Pea flour) มาแยกส่วนที่เป็นโปรตีน ไขมัน ไฟเบอร์ และแร่ธาตุออกไปจนเกือบหมด เหลือไว้เพียงสตาร์ชที่เป็นคาร์โบไฮเดรตบริสุทธิ์ โดยเมล็ดถั่วโดยทั่วไปจะมีแป้งเป็นองค์ประกอบประมาณ 35-40% ประกอบด้วยอะไมโลส เป็นพอลิเมอร์ของกลูโคสประมาณ 2,000 โมเลกุล เชื่อมต่อกันด้วยพันธะแอลฟา-1, 4 ไกลโคซิดิก (alpha-1, 4 glycosidic linkage) และอะไมโลเพกทินซึ่งเป็น พอลิเมอร์ของกลูโคสเช่นกัน แต่โครงสร้างจะซับซ้อนกว่าโดยสายยาวโมเลกุลจะเป็นกลูโคส เชื่อมต่อกันด้วยพันธะแอลฟา-1, 4 ไกลโคซิดิกประมาณ 10,000 โมเลกุล แล้วจะแตกกิ่งสาขาเป็นกลูโคสสายสั้นแอลฟา-1, 6 ไกลโคซิดิก (alpha-1, 6 glycosidic linkage)
สตาร์ชจากถั่วมีอะไมโลสเป็นองค์ประกอบประมาณ 35% ทำให้คุณสมบัติต่างจากสตาร์ชจากข้าวสาลี สตาร์ชจากมันฝรั่ง หรือสตาร์ชจากข้าวโพด เนื่องจากอะไมโลสมีคุณสมบัติอุ้มน้ำ ทำให้เกิดเจลได้ดี ช่วยให้ผลิตภัณฑ์มีความยืดหยุ่น เหนียวนุ่ม สตาร์ชจากถั่วจึงนิยมนำไปทำวุ้นเส้น อาหารประเภทเส้นอื่น ๆ และเยลลี่ เป็นต้น

กระบวนการผลิตสตาร์ชจากถั่ว
กระบวนการผลิตสตาร์ชจากถั่วประกอบด้วยขั้นตอนดังนี้
1. ขั้นตอนผสมน้ำแป้ง และแช่แป้ง โดยนำแป้งถั่วมาผสมกับน้ำจนได้เป็นสารละลายแป้ง จากนั้นแช่ทิ้งไว้สักพักจนส่วนที่เป็นของแข็งหรือสตาร์ชตกตะกอน
2. ขั้นตอนแยกกากไฟเบอร์ และสิ่งเจือปน ขั้นตอนนี้ส่วนที่เป็นสิ่งเจือปนต่าง ๆ ที่ไม่ต้องการจะถูกทิ้งไป และส่วนที่เป็นสารละลายสตาร์ชจะถูกเก็บเพื่อนำเข้าขั้นตอนการแยกกากโดยใช้เครื่อง Centrifuge sieve ซึ่งต้องทำซ้ำประมาณ 4-5 รอบเพื่อให้แน่ใจว่าไฟเบอร์หมดไปแล้ว จากนั้น นำสารละลายสตาร์ชเข้าเครื่อง De sander เพื่อกรองกำจัดสิ่งแปลกปลอมที่มีขนาดเล็ก จนได้สตาร์ชที่บริสุทธิ์
3. ขั้นตอนการกำจัดน้ำ โดยนำสารละลายสตาร์ชเข้าเครื่อง vacuum filter machine ซึ่งในขั้นตอนนี้สตาร์ชที่ได้จะมีความชื้นประมาณ 40%
4. ขั้นตอนการอบแห้ง และร่อนสตาร์ช นำสตาร์ชจากนั้นตอนที่ 3 มาทำให้แห้งจากนั้นนำมาร่อนให้ได้ขนาดตามที่ต้องการ และบรรจุถุง
การนำไปใช้ประโยชน์
สตาร์ชโดยส่วนใหญ่จะถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร สำหรับสตาร์ชจากถั่วนิยมนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหารที่ต้องการความยืดหยุ่น และเนื้อสัมผัสที่เหนียว นุ่ม เช่น
สตาร์ชจากถั่วมีอะไมโลสเป็นองค์ประกอบประมาณ 35% ทำให้คุณสมบัติต่างจากสตาร์ชจากข้าวสาลี สตาร์ชจากมันฝรั่ง หรือสตาร์ชจากข้าวโพด เนื่องจากอะไมโลสมีคุณสมบัติอุ้มน้ำ ทำให้เกิดเจลได้ดี ช่วยให้ผลิตภัณฑ์มีความยืดหยุ่น เหนียวนุ่ม สตาร์ชจากถั่วจึงนิยมนำไปทำวุ้นเส้น อาหารประเภทเส้นอื่น ๆ และเยลลี่ เป็นต้น

กระบวนการผลิตสตาร์ชจากถั่ว
กระบวนการผลิตสตาร์ชจากถั่วประกอบด้วยขั้นตอนดังนี้
1. ขั้นตอนผสมน้ำแป้ง และแช่แป้ง โดยนำแป้งถั่วมาผสมกับน้ำจนได้เป็นสารละลายแป้ง จากนั้นแช่ทิ้งไว้สักพักจนส่วนที่เป็นของแข็งหรือสตาร์ชตกตะกอน
2. ขั้นตอนแยกกากไฟเบอร์ และสิ่งเจือปน ขั้นตอนนี้ส่วนที่เป็นสิ่งเจือปนต่าง ๆ ที่ไม่ต้องการจะถูกทิ้งไป และส่วนที่เป็นสารละลายสตาร์ชจะถูกเก็บเพื่อนำเข้าขั้นตอนการแยกกากโดยใช้เครื่อง Centrifuge sieve ซึ่งต้องทำซ้ำประมาณ 4-5 รอบเพื่อให้แน่ใจว่าไฟเบอร์หมดไปแล้ว จากนั้น นำสารละลายสตาร์ชเข้าเครื่อง De sander เพื่อกรองกำจัดสิ่งแปลกปลอมที่มีขนาดเล็ก จนได้สตาร์ชที่บริสุทธิ์
3. ขั้นตอนการกำจัดน้ำ โดยนำสารละลายสตาร์ชเข้าเครื่อง vacuum filter machine ซึ่งในขั้นตอนนี้สตาร์ชที่ได้จะมีความชื้นประมาณ 40%
4. ขั้นตอนการอบแห้ง และร่อนสตาร์ช นำสตาร์ชจากนั้นตอนที่ 3 มาทำให้แห้งจากนั้นนำมาร่อนให้ได้ขนาดตามที่ต้องการ และบรรจุถุง
การนำไปใช้ประโยชน์
สตาร์ชโดยส่วนใหญ่จะถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร สำหรับสตาร์ชจากถั่วนิยมนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหารที่ต้องการความยืดหยุ่น และเนื้อสัมผัสที่เหนียว นุ่ม เช่น
- อุตสาหกรรมเนื้อสัตว์แปรรูป สตาร์ชจากถั่วช่วยเพิ่มปริมาณเนื้อของผลิตภัณฑ์เนื่องจากสามารถพองตัวได้ดี ทำให้เนื้อสัมผัสณ์ของแฮมและไส้กรอกนุ่ม เด้ง ชุ่มชื้น
- อุตสาหกรรมขนมเบเกอรี ช่วยให้เนื้อสัมผัสของขนมกรอบนาน และเป็นส่วนผสมในไส้ขนมทำให้ข้นเหนียวยังคงตัวได้ดีแม้ผ่านความร้อนสูง
- ผลิตภัณฑ์นม และชีส สามารถใช้แทนเซลลูโลสทำให้ชีสคงรูปไม่เละ หรือยังคงเป็นรูปร่างหลังจากผ่านกระบวกการแปรรูป เช่น ชีสขูด (Shredder cheese)
- ผลิตภัณฑ์ขนม และของหวาน สามารถใช้แทนเจลาตินจากสัตว์ในอุตสาหกรรมเยลลี่ และ gummy อีกทั้งยังช่วยให้เกิดเจลในขนมเช่น Chocolate mousse และคัสตาร์ด
- ผลิตภัณฑ์ซอส สตาร์ชจากถั่วช่วยทำให้ซอสข้นหนืด
- อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ช่วยในเรื่องการปรับเนื้อสัมผัสของอาหารสัตว์ และพัฒนาเป็น clean label หรืออาหารที่ผลิตจากส่วนผสมธรรมชาติปลอดสารเคมี

MORE KNOWLEDGE

Whey protein powder
โปรตีนนมคุณภาพสูงที่สกัดจากน้ำนมวัวที่อุดมไปด้วยกรดอะมิโนในปริมาณสูงที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย
Read

Cranberry
เป็นผลไม้กลุ่มเบอร์รีมีลักษณะเป็นทรงกลม แข็ง เล็ก และมีสีแดง อยู่ในกลุ่มไม้พุ่มแคระไม่ผลัดใบมีรสชาติหวานอมเปรี้ยวอุดมไปด้วยวิตามิน และแร่ธาตุหลายชนิดทั้งวิตามินซี อี เค และสารต้านอนุมูลอิสระต่าง ๆ
Read

Vitamin B5
มีส่วนสำคัญในการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง ช่วยสลายไขมันและคาร์โบไฮเดรตจากการรับประทานอาหารให้กลายเป็นพลังงานและช่วยบำรุงผิว
Read

Potassium Sorbate
โพแทสเซียมซอร์เบต (Potasium sorbate) เป็นสารกันเสียที่เป็นเกลือของกรดซอร์บิค มีลักษณะเป็นผลึกสีขาว ไม่มีกลิ่น สามารถละลายได้ในน้ำ มักนำมาใช้เป็นสารกันเสียยับยั้งการเจริญของราและยีสต์ในอาหารหลายชนิด เช่น ชีส ไวน์ โยเกิร์ต เนื้อแห้ง น้ำแอปเปิลไซเดอร์
Read

Vitamin B6
เป็นสารเคมีที่จำเป็นต่อสมองและระบบประสาท มีผลต่อกระบวนการคิด พฤติกรรม และอารมณ์ ช่วยให้มีสมาธิจดจำสิ่งต่าง ๆ ได้ดี
Read

Modified waxy maize starch
ด้วยคุณสมบัติของสตาร์ชที่เมื่อถูกความร้อนจะทำให้อาหารมีความข้น เหนียว จึงนิยมนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร เช่นเพิ่มความข้นเหนียวให้ซอส ใส้ขนม และนำไปใช้เป็นส่วนผสมในเยลลี่ทำให้เยลลี่คงตัวไม่เสียรูป
Read

Probiotic (Lactobacillus)
จุลินทรีย์ขนาดเล็กชนิดหนึ่งที่อาศัยอยู่ในร่างกายมนุษย์ มีส่วนช่วยในการทำงานของระบบทางเดินอาหาร ช่วยดูดซึมอาหาร ป้องกันโรค สังเคราะห์วิตามิน ที่จำเป็นต่อร่างกาย เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
Read

Probiotic (Bifidobacterium)
บิฟิโดแบคทีเรียม (Bifidobacterium) เป็นแบคทีเรียตระกูล Actinomycetaceae ย้อมติดสีแกรมบวก รูปแท่งคล้ายตัวอักษรวาย ไม่สร้างสปอร์ ไม่เคลื่อนที่ ส่วนใหญ่ไม่ใช้ออกซิเจนในการเจริญ สามารถหมักน้ำตาลกลูโคสได้กรดซิตริก และกรดแลกติก
Read

Sucralose
มีลักษณะเป็นผงละเอียดสีขาว สามารถละลายน้ำได้ มีรสชาติที่คล้ายคลึงกับน้ำตาลทราย จึงสามารถนำมาใช้ทดแทนน้ำตาลทรายได้
Read

Bay leaf
มีกลิ่นหอม จึงนิยมนำมาใช้เพื่อแต่งกลิ่นในอาหารหลายชนิด ช่วยดับกลิ่นคาวของเนื้อสัตว์ เช่น น้ำสต็อก น้ำเกรวี่ สตูว์ แกงมัสมั่น
Read

